2006/Oct/22

ฝึกพลังจิต10 : วิธีฝึกจิตแบบง่ายๆ

วิถีชีวิตยุคใหม่ที่ยุ่งเหยิง ทำให้การหาโอกาสนั่งสมาธิทำได้ไม่ง่ายเหมือนสมัยก่อน

ไม่กี่วันมานี้ มีน้องคนหนึ่ง ถามผมว่า ไม่มีเวลาฝึกจิตเลย เพราะชีวิตยุ่งเหยิง ไม่รู้จะฝึกตอนไหน ไม่มีเวลาอยู่คนเดียว

จริงๆแล้ว การฝึกจิต มีหลายวิธีมาก นอกจากการนั่งสมาธิ..หรือการนั่งขัดสมาธิโคจรลมหายใจ ยังมีอีกนับพันวิธีและแน่นอน บางวิธีสามารถฝึกได้เกือบจะทุกที่ทุกเวลา บางวิธีฝึกได้ทุกที่ทุกเวลาจริงๆเลยครับ

แท้จริงแล้ว วิธีฝึกจิตอย่างหนึ่งที่เยี่ยมยอดมาก คือ การหายใจครับ

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะถามผมว่า "พอจะรู้ว่าการฝึกจิตมักเกี่ยวกับลมหายใจ แล้วทำไมมันถึงเกี่ยวกันล่ะ"

นั่นก็เป็นเพราะว่า ลมหายใจ เป็นตัวแลกเปลี่ยนพลังของเรากับพลังของจักรวาล ซึ่งพลังของจักรวาลนี่แหละที่ใช้เป็นเหมือนเชื้อเพลิงในการใช้พลังจิต

นอกจากกระบวนการสันดาปด้วยก๊าซตามที่เคยเรียนจากโรงเรียนแล้ว จริงๆแล้วในอากาศ..หรือจริงๆแล้ว ในลมหายใจ มีพลังงานบางอย่างที่ซ่อนอยู่ซึ่งวิทยาศาสตร์กำลังจะเริ่มค้นพบ แต่จริงๆแล้วผู้รู้ในอดีตทั้งหลายต่างรู้จักมันมานานแล้ว และในการหายใจนี่แหละครับที่เราเอาพลังงานพวกนี้เข้ามาด้วย (ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ เรากำลังทำแบบนั้นอยู่ด้วยจิตใต้สำนึก!) มันไม่ยากที่เราจะพบว่า ก๊าซและสารเคมีในตัวเราย่อมใช้ไปในการทำงานทางกายภาพ แล้วถ้าเราจะทำงานทางด้านที่ละเอียดกว่ามิติทางกายภาพล่ะครับ ใช้พลังงานจากไหน?

....ก็จากแหล่งที่ไม่ใช่กายภาพน่ะสิ

ในการหายใจ ยังมีพลังงานที่นอกเหนือจากพลังงานทางฟิสิกส์เข้ามาสู่ร่างกายของเรา

เอ้า เสียเวลาซะนาน ผมขอแนะนำวิธีฝึกจิตที่ดีมากๆ สองวิธีนะครับ วิธีหนึ่งคือเดิน อีกวิธีหนึ่ง คือ หายใจ

ไม่ว่าคุณจะไม่ว่างขนาดไหน คุณต้องมีเวลาเดิน และมีเวลาหายใจบ้างแน่นอน...เชื่อผม และไม่ว่าคุณจะเดินอยูบนอะไร หรือหายใจอยู่ในไหน(ที่ไม่ได้เลวร้ายสุดๆ เช่นในลิฟต์ที่มีคนตด)...คุณฝึกจิตได้ครับ ขอเพียงคุณกำลังเดิน และกำลังหายใจเท่านั้น

เดิน

การเดินฝึกจิตแบบง่ายๆนะครับ เวลาเดิน ให้ตั้งใจสัมผัสความรู้สึกของแรงกระทบที่เท้า จากส่วนต่างๆ ปลายเท้า กลางเท้า ส้นเท้า ว่าตรงไหนกระทบตอนไหน

เราสามารถฝึกจิตจากการเดินได้ ไม่ว่าเราจะเดินอยู่ที่ไหน

หายใจ

การหายใจที่เป็นการฝึกจิตนั้น มันมีแก่นอยู่ที่ว่า ต้องรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของลมหายใจ ดังนี้

1.รู้ว่าลมหายใจกำลังเข้า หรือกำลังออก

2.รู้ว่าลมหายใจขณะนี้ลึกหรือตื้น

3.รู้ว่าสายลมหายใจตอนนี้กำลังเริ่มหรือกำลังสุด(ในการเข้าหรือการออก)

ในแต่ละขณะต้องรู้ทั้งสามข้อนี้ ส่วนอย่างอื่น เช่นหายใจลึกๆ หรือท่าทาง หรือการควบคุมท้องฯลฯ เป็นเทคนิคครับ ถ้ามีเวลา มีโอกาสก็ทำ แต่ถ้าไม่มีโอกาส เอาสามข้อนี้ก็ได้ประโยชน์มากแล้วครับ

หากฝึกดังนี้ โดยเฉพาะลมหายใจ จิตใจจะจดจ่อ ไม่ฟุ้งซ่าน ฝึกเป็นประจำจะเริ่มเห็นผลร่างกายสดชื่น ผิวหนังรับพลังงานจากจักรวาลได้ดีขึ้น มีความผ่องใส จิตใจผ่อนคลาย(ตามเคล็ด focus&relax)

เป็นที่รู้กัน ว่าการฝึกจิตของศาสตร์ทั้งหลายต่างยอมรับว่าการหายใจเป็นส่วนที่มีผลสำคัญมาก และยังให้ผลดีต่อสุขภาพด้วย

สรุป

1. ลมหายใจไม่ใช่แค่ก๊าซ แต่รับเอาพลังงานที่ไม่ใช่สสารทางกายภาพเข้ามาด้วย

2. เคล็ดพื้นฐานการหายใจคือ รู้เข้าออก,รู้ตื้นลึก,รู้เริ่มหรือสุด พร้อมๆกัน

3. ผลของการหายใจที่ควรสังเกตได้ คือ focus&relax

4. เคล็ดพื้นฐานการเดิน คือ สัมผัสแรงกระทบจากส่วนต่างๆกันของฝ่าเท้าอย่างต่อเนื่อง

2006/Aug/10

หวัดดีครับ สบายดีกันหรือเปล่า

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณหลายๆคน ที่ให้คำติชม ให้ผมสามารถปรับปรุงบล็อกได้ดีขึ้น(หวังว่านะ)

แต่ยังไงเสีย ผมพบว่า ผู้อ่านบล็อกนี้จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่อ่านแล้วฝึกตาม กลุ่มที่สองคือกลุ่มอ่านเอาความรู้(อ่านเอาเรื่อง)เฉยๆ ซึ่งกลุ่มที่ฝึกตามจะพบว่าฝึกตามไม่ทันกับที่ผมเพิ่มให้ ส่วนกลุ่มอ่านเฉยๆ ก็จะพบว่า ผมอัพช้าไป รอนานเปิดมาแต่ละทีไม่ค่อยมีอะไรใหม่

ยังไงก็แล้วแต่ ผมเห็นว่า ใครจะฝึก หรือไม่ฝึก เร็ว หรือช้ายังไง ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ คนไทยส่วนใหญ่เคยชินกับการเรียนแบบสอบปลายภาค คือพอถึงวันที่กำหนดจะมีสอบทำให้ติดนิสัยเรียน(หรือฝึก)อะไรแบบที่ต้อง"ให้ทัน"

แต่สำหรับบล็อกนี้ ผมเห็นว่า แต่ละคนมีสิทธิ์เต็มที่ ที่จะฝึกเร็ว(หรือช้า)แค่ไหนก็ได้ตามใจสิครับ ไม่ได้วัดผล ไม่ได้มีใครมาประทับตราคุณว่าสอบตกหรือได้ที่เท่าไหร่ผมเห็นว่าการกำหนดเวลาจะทำให้ผู้เรียนหรือผู้ฝึกมีแนวโน้มจะข้ามบางเรื่องที่เห็นว่าไม่สำคัญไปเลย ดังนั้น ฝึกเร็วหรือช้าแค่ไหนก็ตามสบายเถอะครับ ถ้าคุณเข้าใจแล้ว ก็ไปบทต่อไป แต่ถ้าไม่เข้าใจหรือยังไม่แน่ใจ อย่าข้ามเลยครับ

ยิ่งบทต่อๆไป จะสังเกตว่า มันจะยากขึ้นๆไปเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้าคุณผู้อ่านข้ามบทก่อนๆมา ก็จะมีแนวโน้มที่จะไม่เข้าใจ เบื่อ และเลิกฝึกไปซึ่งน่าเสียดาย

สำหรับบทนี้ เราจะมาลงรายละเอียดของ"โครงสร้าง" มากขึ้น

ในโครงสร้างคนเรา มีพลังรูปแบบต่างๆมากมายและซับซ้อนมาก นอกเหนือจากปริมาณพลังที่เราต้องรักษาไว้ ไม่ให้น้อยไปและไม่ให้แน่นไปแล้ว เรายังต้องรักษาอัตราส่วนของพลังต่างๆในตัวเราให้สมดุลย์กันด้วย

แล้วโครงสร้างพลังมันเป็นยังไงบ้าง? ในบทนี้เราจะเริ่มแบ่งพลังออกโดยใช้ระบบ จักระ

จักระคืออะไร

จักระ คือ จุดบนโครงสร้างพลัง ที่มีหน้าที่รับ-ส่งและแปลงพลังงานในแต่ละระดับ ถ้าให้เปรียบเทียบ ก็เหมือนกับadapterหรือหม้อแปลงไฟนั่นแหละครับ แต่ปกติอุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะมีหม้อแปลง1จุดต่ออุปกรณ์1ชิ้น แต่สำหรับจักระ มีอย่างน้อย 7 จุดหลักครับ

แต่เดี๋ยวก่อน!! ลักษณะของจักระไม่ได้แยกออกจากออร่านะครับ คล้ายๆกับน้ำวนในบ่อน้ำ คือเรากำหนดขอบน้ำวนหรือรอยต่อไม่ได้เป๊ะๆ แต่ก็พอชี้ได้ว่า นี่น้ำวน นี่น้ำไม่วน พอนึกออกใหมครับ ออร่าของเราก็จะมี"น้ำวน"ที่มีหน้าที่แปลงพลังงานซึ่งมันไม่ได้แยกออกจากออร่าซะทีเดียว จริงๆแล้วคำว่า จักระ แปลว่า วงล้อ ครับ และที่มันเรียกว่าจักระก็เพราะธรรมชาติมันหมุนไปเรื่อยๆนี่เอง

การทำงานของจักระ

อย่างที่บอก จักระมีหน้าที่รับ-ส่งพลังงาน เพื่อไปใช้ในกิจกรรมต่างๆของเรา(อย่าเพิ่งงงครับ เลือดส่งสารอาหารและพลังงานให้กายเนื้อเป็นหลัก แต่ถ้าเราพูดถึงระบบโดยรวมที่ไม่ใช่แค่กายเนื้อ จักระเป็นช่องทางที่สำคัญครับ) ซึ่งจักระแต่ละจุดจะดูแลการกระจายพลังงานให้กิจกรรมแต่ละกลุ่ม กลุ่มกายเนื้อก็มีจักรหนึ่งควบคุม กลุ่มการแสดงออกและการแสดงตัวตนก็มีจักรอีกอันหนึ่งควบคุม กลุ่มของการมองเห็นและการรับรู้ก็มีอีกจักระหนึ่งควบคุมครับ แล้วกิจกรรมอื่นๆก็มีจักระอื่นดูแลอีก

และแต่ละกิจกรรม จะใช้พลังงานไม่เหมือนกันครับ ซึ่งนี่แหละคือหน้าที่ที่สำคัญของจักร ที่ต้องคอยแปลงพลังงานเป็นแบบต่างๆให้เหมาะกับกิจกรรมที่จักรนั้นรับผิดชอบอยู่

ถ้ายังไม่เข้าใจ ให้คิดอย่างนี้ครับ มีบางวันที่เรารู้สึกเอียนๆ เบื่อๆ ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงใหมครับ ทั้งที่เราก็กินอิ่มดี และก็ไม่ได้อดหลับอดนอนอะไรนักหนา แต่ราวกับชีวิตมันขาดพลังบอกไม่ถูก นั่นแหละครับ ใช่เลย เราขาดพลัง"บางแบบ"ไป ซึ่งต้องมาดู ว่าจักรไหนที่ขาด

พอเรากินน้ำ กินอาหาร หรือนอน หรือฝึกพลังอะไรก็ตาม พลังที่เข้ามาในตัวเราจะถูกส่งไปตามจักรต่างๆ แล้วจักรต่างๆก็จะแบ่งพลังงานแล้วแปลงไปใช้ในกิจกรรมที่มันดูแล ดังนั้นถ้าจักรไหนทำงานไม่ดี ก็จะทำให้กิจกรรมบางอย่างผิดปกติไปด้วย

และที่ต้องพิจารณาอีกก็คือ จักระแต่ละจักระจะเชื่อมต่อกัน และส่งผลกระทบกันด้วยครับ โดยเฉพาะจักรข้างเคียง เช่นสมมุติจักร1(ดูแลกล้ามเนื้อ) เสีย จักรต่อมาที่จะโดนก็คือ จักร2(เพศ) ครับ ดังนั้น คนที่ปล่อยร่างกายอ่อนแอ จะมีโอกาสสูงมากที่จะเสื่อมสมรรถภาพ!! น่ากลัวใหมครับ อิอิ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าสมมุติเราเป็นคนหยิ่งจัดๆ ซึ่งเป็นอาการของจักร5 ก็ไม่ค่อยมีผลต่อสมรรถภาพทางเพศ(จักร2) แต่จะไปมีผลต่อคามรัก(จักร4) และการมองโลก(จักร6)แทน ครับ

แต่ไม่ใช่ว่าจักรที่ไม่อยู่ติดกันจะไม่เกี่ยวนะครับ เพราะจักร1ติดกับจักร2 จักร2มันก็ติดกับจักร3 ถ้าจักร1เสีย ไม่นานจักรสองก็เสีย แล้วสักพักถ้ายังไม่แก้ จักรสามก็เสียตามจักรสองอีก สรุปจักระเป็นระบบรวมครับ มีผลต่อกัน

นอกจากนั้น จักระยังสามารถดึงพลังซึ่งกันและกันได้ด้วย เช่นสมมุติถ้าจักร5(อัตตาและการแสดงออก)ของเราเด่นเกิน มันจะดึงจักร4(ความรัก)ของเราให้ทำงานให้ ทำให้เรามีแนวโน้มจะใช้ความรักเพื่อแสดงออก พูดง่ายๆ คบไว้โชว์ และบางทีก็จะดึงจักร6(การมองโลก) ทำให้เราชอบอวดมุมมองและความเห็นของเราจนเกินงาม เป็นต้น

นั่นทำให้ท้ายมฃที่สุด เราไม่ควรทำให้จักรทำงานน้อย หรือมาก แต่ต้องพอดีครับ

จนถึงตอนนี้ หลายคนคงเริ่มงง ว่าจักรมันมีกี่จักร และแต่ละจักรเป็นยังไงกันแน่ เหอะๆๆ ดังนั้น

.....

....

...

..

จบซะงั้น เดี๋ยวคราวหน้ามาต่อ เหอๆๆ

สรุป

1. จักระเป็นจุดพลังงานบนโครงสร้างพลังงาน

2.จักระจะแปลงพลังงานไปให้กับกิจกรรมที่จักรนั้นดูแล

3.แต่ละจักระ เชื่อมต่อกัน และส่งผลกระทบถึงกัน โดยเฉพาะจักรข้างเคียง จะส่งผลเร็วกว่า

4.จักระสามารถสมดุลย์ หรือมากไปจนไม่ดี หรือน้อยไปจนเป็นโทษก็ได้

แบบฝึกหัดท้ายบท

อันนี้เป็นการฝึกแบบรวมๆนะครับ จุดหมายของการฝึกนี้คือ ทำให้จักระแต่ละจุดเชื่อมต่อกันดี ในบทนี้เราจะยังไม่กำหนดพิกัดที่เจาะจงมากนัก แต่ก็ได้ผลระดับหนึ่ง

1.ผ่อนคลาย ตามที่ได้ฝึกมา

2.เริ่มกำหนดความรู้สึก อยู่ที่จักร1 จุดสีแดงในภาพ(ภาพไหนก็ได้ในบทนี้ สังเกตว่ามันจะอยู่ในบริเวณเดียวกัน)แล้วขยายดวงพลังงานสีแดงออกไปรวมกับอวกาศรอบๆ จากนั้น พอรวมดีแล้ว หดกลับเข้ามาอยู่ที่เดิม

3.ดวงสีแดงเลื่อนขึ้นมาที่จักรสองพร้อมกับค่อยๆเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีส้ม พอถึงตำแหน่งต้องเป็นสีส้มโดยสมบูรณ์ ขยาย และหด เหมือนเดิม

4.ค่อยๆเลื่อน เปลี่ยนสี ขยาย หด ไปทีละจักร ตามภาพ

5.พอถึงจักร7 สุดท้ายบนหัว ให้นึกถึงพลังคล้ายน้ำพุย้อยกลับลงมา(ถ้าเรายืน) รวมกับสนามออร่าของเรา แต่ถ้านอน ก็เป็นน้ำพุแนวนอน เป็นอันจบ
edit @ 2006/08/10 23:05:00


edit @ 2006/08/10 23:13:26
edit @ 2006/08/10 23:23:17
edit @ 2006/08/11 11:18:45
edit @ 2006/09/06 14:59:03

2006/Jul/20

ก่อนอื่นต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่าน ที่พักนี้หายไปนานและอัพบล็อกช้าไปนิด บังเอิญผมยุ่งมากๆ

แต่ยังไงซะ ครั้งนี้ผมมีเรื่องที่ดีมากมาให้ทุกคนได้ลองฝึกกัน และแน่นอน บทความนี้เป็นอีกบทความหนึ่งที่ได้รับความอนุเคราะห์โดย คุณเดช จากร้านANGELS MAGICAL SHOP จรัญสนิทวงศ์8 ขอบคุณมากครับ!

การพยากรณ์โดยใช้คริสตัลบอล

(Crystal Ball Gazing)

มีคำกล่าวไว้ว่า The methods used to predict the future are as many and varied as leaves on the trees วิถีแห่งการพยากรณ์นั้นมีมากมายและหลากหลายราวกับใบไม้บนหมู่แมกไม้

ผู้คนจำนวนมาก เดินเข้าสู่บู๊ธพยากรณ์ ด้วยความหวังที่จะได้พบกับภาพผู้พยากรณ์นั่งสบายๆอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่ คลุมด้วยผ้าคลุมสีเข้ม บนโต๊ะมีลูกแก้วคริสตัลขนาดใหญ่ที่งดงามวางสงบนิ่งอยู่ภายใต้แสงเทียน และกลุ่มหมอกควันจางๆลอยอ้อยอิ่งอยู่ในลูกแก้ว แต่พวกเขาก็ต้องผิดหวัง เนื่องจาก มิใช่ผู้พยากรณ์ทุกคนจะสามารถใช้คริสตัลบอลในการพยากรณ์ได้

การพยากรณ์โดยใช้คริสตัลบอล เป็นวิธีการพยากรณ์ที่ได้รับการยอมรับ และนับถือจากบุคคลทั่วไปมาเป็นเวลานาน หลักการที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไปเป็นหลักการที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศโรมาเนีย หรือที่รู้จักกันในชื่อ ยิปซี (Gypsy) นั่นเอง นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้หลักการของศาสตร์อื่นๆในการพยากรณ์อีกด้วย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทหรือขอบเขตของคำตอบที่คาดหวัง เช่น การใช้กสิณหรือฌานในการพยากรณ์ เพื่อค้นหาคำตอบในส่วนลึกของจิต เป็นต้น ทั้งนี้ ในการพยากรณ์ด้วยคริสตัลบอล ผู้พยากรณ์แต่ละคนอาจมีวิธีการมองที่แตกต่างกัน บางท่านอาจมองเข้าไปภายในบอล โดยมีภาพเล็กๆปรากฏอยู่ภายใน บางท่านอาจมองโดยเห็นภาพขึ้นมาแทนที่บอลลูกนั้น หรือบางท่านอาจใช้บอลเป็นตัวฉายภาพเข้าไปปรากฏในมโนภาพของตน ไม่มีข้อกำหนดชัดเจนในส่วนนี้ ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้พยากรณ์แต่ละท่าน

เนื่องจากการพยากรณ์โดยใช้คริสตัลบอล เป็นการพยากรณ์ที่ไม่มีสิ่งอื่นมาเป็นสื่อ หรือเป็นสัญลักษณ์ในการชี้แนะคำทำนาย แต่เป็นการใช้พลังจิตในการมองและอ่านโดยตรง ที่เรียกกันว่า Psychic reading จึงทำให้การพยากรณ์แบบนี้ไม่แพร่หลายมากนักในปัจจุบัน เพราะมีผู้พยากรณ์จำนวนไม่มากนัก ที่สามารถใช้พลังจิตในการวิเคราะห์อดีต ปัจจุบัน และอนาคต รวมถึงบุคคล เหตุการณ์ เรื่องราวต่างๆได้จริง ซึ่งต้องอาศัยทั้งความสามารถพิเศษ และการฝึกฝนอย่างถูกวิธี เป็นระยะเวลานานพอสมควรกว่าจะสามารถใช้คริสตัลบอลในการพยากรณ์ให้ผู้อื่นได้

อันที่จริง ลูกแก้วคริสตัล หรือคริสตัลบอล เป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการพยากรณ์ โดยเลือกใช้วัตถุที่มีผิวเรียบและเป็นมันวาว ในการมองภาพบุคคลหรือเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งในที่นี้ สามารถใช้สิ่งอื่นๆทดแทนได้ในหลักการเดียวกัน เช่น อ่างหรือชามหรือถ้วยที่ใส่น้ำสะอาดจนเต็มปริ่ม, แหล่งน้ำตามธรรมชาติ, กระจกเงา ฯลฯ และหากเป็นลูกแก้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกแก้วที่ทำมาจากหินธรรมชาติเท่านั้น แก้วที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น ก็สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน เพียงแต่จะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เนื่องจากเป็นวัตถุที่ไม่มีพลังงานในตัวเองตามธรรมชาติ ในที่นี้ ผู้เขียนจึงขอแนะนำให้ใช้บอลที่ทำมาจากหินหรือแร่ในธรรมชาติเท่านั้น ส่วนจะเป็นหินหรือแร่ชนิดใด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความพอใจส่วนตัวของตัวผู้ใช้เอง (ผู้เขียนใช้บอลที่ทำมาจาก Rock Crystal หรือ Clear Quartz ซึ่งเป็นที่นิยมพอสมควร แม้จะแพงอยู่สักหน่อยแต่ก็คุ้มครับ)

ก้าวแรกอันมั่นคง

ก่อนที่จะหาซื้อบอลที่จะนำมาใช้ ควรเตรียมอุปกรณ์และความพร้อมของผู้ฝึกหัด ให้เรียบร้อยเสียก่อน อุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้ ได้แก่

1. ผ้าชิ้นเล็ก ควรเป็นผืนใหม่ที่สะอาด เลือกที่เนื้อนุ่มและสามารถซับน้ำได้ดี เพื่อใช้ในการเช็ดทำความสะอาดภายหลังการล้าง อาจเป็นสีขาวหรือดำ หรือสีอื่นๆก็ได้ แต่ควรเป็นสีพื้น คือไม่มีลาย และสีไม่ฉูดฉาดเกินไป

2. ผ้าชิ้นใหญ่ ควรเลือกใช้สีดำหรือสีเข้ม มีเนื้อหนานุ่ม ไม่หยาบกระด้าง ใช้สำหรับห่อหุ้มลูกบอลก่อนและหลังการใช้ อาจใช้ถุงผ้าสีเข้ม หรือหนังสัตว์แทนได้ ที่เลือกใช้ผ้าเนื้อหนานุ่มเพื่อป้องกันรอยขูดขีดซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ และใช้สีเข้มเพื่อเป็นการป้องกันพลังงานที่ไม่ดีจากภายนอก ถูกดูดซับเข้าสู่คริสตัลบอล

3. โต๊ะสำหรับวางคริสตัลบอล ควรเป็นโต๊ะที่มีขนาดพอดีกับความต้องการและความพอใจของผู้ใช้ และเป็นโต๊ะที่มั่นคง ไม่เอียง ไม่โยก เพื่อมิให้เป็นการเสี่ยงต่อการที่บอลจะกลิ้งหรือตกเสียหาย

4. ฐานสำหรับวางคริสตัลบอล ใช้สำหรับการวางคริสตัลบอลบนโต๊ะในระหว่างการใช้ ควรเลือกใช้วัสดุที่มีผิวเรียบ และไม่แข็งเกินไป เพื่อไม่ทำให้บอลเป็นรอยขูดขีด ที่สำคัญคือควรเป็นวัสดุธรรมชาติ อาจเป็นไม้หรือหินเนื้ออ่อน หรือโลหะอื่นๆ เช่น ทองคำ เงิน ทองเหลือง ทองแดง ดีบุก ฯลฯ ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้เป็นหลัก

5. เทียนสีหรือกลิ่นที่เป็นที่พอใจของผู้ใช้ และเครื่องหอมต่างๆ เช่นธูปหอม กำยาน น้ำมันหอมต่างๆ ควรเลือกใช้กลิ่นที่เป็นธรรมชาติ หรือสกัดจากธรรมชาติ และเป็นกลิ่นที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกสงบ เบา สบาย และมีสมาธิ

6. กล่องหรือภาชนะสำหรับเก็บคริสตัลบอล ควรเป็นวัสดุธรรมชาติที่มั่นคงแข็งแรง เช่นหีบไม้ หรือหนังสัตว์ แต่ไม่ควรใช้กล่องโลหะ เพราะจะปิดกั้นการถ่ายเทอากาศมากเกินไป ภายในกล่องควรบุด้วยผ้าหนาๆนุ่นๆเช่นผ้ากำมะหยี่ หรือพวกขนสัตว์ต่างๆ วัสดุที่ใช้ก็ควรเป็นวัสดุธรรมชาติเช่นกัน เพื่อลดการเกิดไฟฟ้าสถิต

ทั้งนี้ อุปกรณ์ทั้งหมด ควรผ่านการชำระล้างพลังงานด้านลบ พลังงานที่ไม่ดีและพลังงานที่ไม่พึงประสงค์ออกเสียก่อน อาจใช้การชำระด้วยแสงอาทิตย์ การใช้ควันของเครื่องหอม หรือการชำระด้วยจิตก็ได้

นอกจากนั้น การเตรียมพร้อมของตัวผู้ฝึกหัด เวลาในการฝึก และสถานที่ที่จะใช้ทำการฝึก ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การฝึกหัดเป็นไปอย่างสมบูรณ์ โดยมีข้อกำหนดคร่าวๆ ดังนี้

1. พื้นฐานของจิต

ผู้ฝึกหัดควรมีพื้นฐานด้านการทำสมาธิหรือการฝึกจิตมาบ้าง (ในกรณีที่มีความสามารถพิเศษด้านนี้อยู่แล้ว อาจไม่ต้องฝึกมากนัก และจะมีวิธีการฝึกอีกแบบหนึ่ง) หรืออย่างน้อย ควรทำสมาธิเป็น สมองซีกขวา ซึ่งควบคุมการทำงานด้านจินตภาพควรทำงานได้ค่อนข้างดี ถึงดีมาก และมีความตั้งใจ มุ่งมั่นในการปฏิบัติ (การเลิกฝึกกลางคันอาจส่งผลเสียต่อการทำงานของสมองและจิตใจ) ผู้ฝึกหัดใหม่(ไม่มีความสามารถพิเศษอยู่ก่อนและไม่มีพื้นฐานการฝึกจิตหรือสมาธิ)อาจใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมของพลังชีวิตและพลังจิตค่อนข้างมาก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถและความพยายามของผู้ฝึกหัด

อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าการมีพื้นฐานการฝึกจิตมาดีหรือมีความสามารถพิเศษอยู่แล้ว จะสามารถซื้อบอลมาใช้ได้ทันที นั่นเป็นไปไม่ได้ การพยากรณ์หรือการฝึกจิตทุกอย่างต้องใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติ เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับวิถี และความช่ำชองชำนาญ จะใช้เวลามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถและพรสวรรค์ของแต่ละบุคคล และประสบการณ์ในการใช้ด้วย

2. เวลาในการฝึก

ผู้ฝึกควรมีเวลาเป็นของตัวเองอย่างน้อยวันละครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงในแต่ละวันในช่วงแรก และ หลังจากนั้น ค่อยๆลดลงคือไม่ต้องฝึกทุกวันได้ อาจจะเป็น 2-4 วันต่อสัปดาห์แล้วแต่ความสะดวก

เวลาที่เหมาะสมต่อการฝึก คือเวลาเย็น ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลับฟ้าแต่ยังไม่มืด หรือหากไม่สามารถฝึกในเวลานั้นได้ ควรเป็นเวลาอื่นที่เรารู้สึกสบาย และผ่อนคลาย สามารถอยู่คนเดียวเป็นเวลานาน และปราศจากความหมกมุ่นกังวลกับชีวิตประจำวัน จะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ได้ ในที่นี้มีส่วนสัมพันธ์กับสถานที่ด้วย

3. สถานที่ในการฝึก

ควรเป็นสถานที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงอึกทึกรบกวน และเราสามารถอยู่คนเดียวได้เป็นเวลานานๆ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นในบ้านหรือนอกบ้าน บรรยากาศในสถานที่ควรจะทำให้ผู้ฝึกรู้สึกสงบและสบาย (อาจเป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือห้องพระก็ได้) มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป และมีความชื้นพอเหมาะ ไม่แห้งหรืออับชื้นเกินไปจนรู้สึกไม่สบายตัว หากใช้เครื่องปรับอากาศควรปรับอุณหภูมิให้พอดีกับความต้องการ ไม่หนาวหรือร้อนเกินไป และใช้พัดลมเบาสุด อาจจุดเครื่องหอมได้ตามต้องการ (เครื่องหอมที่มีควันเหาะสำหรับห้องหรือสถานที่ๆเปิดโล่ง ส่วนน้ำมันหอมเหมาะกับห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศ ทั้งยังช่วยควบคุมความชื้นในอากาศด้วย)

ภายในห้องควรมีแสงสว่างไม่มากนัก แค่พอมองเห็นได้ชัดเจนและสบายตา แสงที่สว่างจ้าเกินไปอาจทำให้ไม่สบายตาและรู้สึกกระวนกระวายไม่มีสมาธิ รวมทั้งไม่ควรให้มีแสงส่องตรงสู่คริสตัลบอลหรือตาของผู้ฝึกโดยตรง จะเกิดผลเสียต่อสายตาได้ (แสงที่แนะนำคือแสงจากเทียนจำนวนไม่มากนัก ปิดไฟฟ้าทั้งหมดและจุดเทียนสองถึงสามต้น ก็ค่อนข้างสว่างแล้ว ถ้ายังรู้สึกมืดเกินไปอาจเพิ่มได้อีก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของสถานที่ด้วย)

เสียงในห้องก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้การฝึกดำเนินไปด้วยดียิ่งขึ้น บางคนอาจไม่ชอบอยู่ในห้องที่เงียบสนิทและมีแสงสลัวๆคนเดียว อาจเปิดเพลงบรรเลงเบาๆร่วมด้วยได้ เพลงที่ใช้ควรเป็นเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกสงบ ไม่หนวกหู เป็นเสียงในธรรมชาติหรือเป็นเสียงเครื่องดนตรีเดี่ยวๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีของชาติใด ควรเลือกเพลงที่มีท่วงทำนองค่อนข้างช้าเนิบนาบ และราบเรียบ และมีโทนเสียงกลาง ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป

การเลือกซื้อคริสตัลมาใช้

ในการเลือกบอลที่จะนำมาใช้นั้น ควรเลือกชนิด สี ขนาด และรูปร่าง ตามความพอใจของผู้ใช้เป็นหลัก ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวในส่วนนี้เช่นกัน ข้อแนะนำสำหรับผู้ไม่มีประสบการณ์ในการใช้บอลที่ทำจากหินธรรมชาติ คือ พยายามใช้สีที่ดูแล้วสบายตา ไม่ฉูดฉาดเกินไป และเมื่อสัมผัส ตัวท่านเองจะรู้สึกได้ว่า บอลลูกนั้นใช่หรือไม่

ตำหนิหรือร่องรอยต่างๆภายในเนื้อหิน เป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ควรตระหนัก เป็นธรรมดาของบอลที่ทำจากหินธรรมชาติ ที่มักจะมีตำหนิหรือร่องรอยต่างๆภายใน หากเลือกที่จะใช้บอลขนาดใหญ่ ย่อมจะมีตำหนิต่างๆมากขึ้นตามไปด้วย (ที่ไม่มีตำหนิเลยหรือมีน้อยมากก็มีเช่นกัน แต่จะราคาสูงมาก เช่น Clear Quartz Crystal Ball ที่ใสบริสุทธิ์จริงๆ ณ ปัจจุบัน บอลที่มีนำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม จะมีราคาอยู่ที่ประมาณสองแสนบาทต่อลูก) การเลือกซื้อควรเลือกชนิด ลักษณะและสีของตำหนิภายในด้วย โดยเลือกบอลที่มีร่องรอยที่งดงามและถูกใจก็พอ อีกทั้งไม่ควรเลือกซื้อบอลที่ตำหนิหรือร่องรอยต่างๆเหล่านั้น โผล่หรือทะลุมาจนถึงผิวนอก อันจะทำให้พื้นผิวเกิดรอยสะดุดหรือขรุขระเป็นบริเวณกว้าง จะส่งผลต่อการพยากรณ์ที่ไม่ราบรื่น

แต่หากมีเพียงเล็กน้อยก็ไม่มีผลมากนัก และในระหว่างการซื้อ ควรถามผู้ขายให้แน่ชัดว่า หินชนิดนั้นๆ มีข้อควรระวังในการใช้และการเก็บรักษาอย่างไรบ้าง

ต้อนรับคริสตัลสู่ชีวิต

หลังจากที่เราซื้อคริสตัลบอลมาแล้ว ให้พยายามตรงกลับบ้านทันที ล้างบอลด้วยน้ำสะอาด และสบู่เหลวเจือจาง (อาจผสมเกลือทะเลเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับชนิดของหิน) หลังจากนั้น ใช้ผ้าสะอาดชิ้นเล็กเช็ดให้แห้ง ไม่ต้องถูนะครับ เวลาล้างควรจับให้มั่น เพราะหินส่วนใหญ่จะลื่น อาจทำตกเสียหายได้ หลังจากนั้น ลูบไล้ด้วยน้ำมันหอมเบาๆให้ทั่ว แต่ไม่ต้องมากนัก น้ำมันจันทน์ หรือน้ำมันจากอำพันก็เป็นทางเลือกที่ดี

การล้างด้วยน้ำในครั้งแรกนั้น เป็นการล้างสิ่งสกปรกทางภายนอกหรือทางกายภาพ ซึ่งอาจติดมาจากกระบวนการผลิตหรือขนส่ง หรือจากการวางอยู่ในร้านค้า ส่วนการลูบไล้ด้วยน้ำมันหอมนั้น เป็นการชำระ ภายใน คือการล้างพลังงานที่ไม่พึงประสงค์ออกจากคริสตัลบอล ในขณะที่ลูบไล้ด้วยน้ำมันหอมนั้น ควรตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อช่วยในการชำระสิ่งไม่ดีออกจากคริสตัลบอลด้วย หลังจากนั้น ห่อด้วยผ้าผืนใหญ่ที่เตรียมไว้ แล้วใส่ลงในกล่องหรือหีบที่เตรียมไว้ เก็บไว้อย่างสงบอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ จึงนำออกมาล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ก่อนนำไปใช้

ในระหว่างขั้นตอนเหล่านี้ อาจมีการจุดเทียนและเครื่องหอม เปิดเพลงสำหรับฝึกสมาธิเบาๆ และสวดมนต์หรือกล่าวอะไรเล็กน้อย เพื่อเป็นการต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าสู่บ้านหรือวิถีการดำเนินชีวิตของเรา

การมองคริสตัลบอลและการพยากรณ์

ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น ว่าเราสามารถมองคริสตัลบอลได้ในหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้พยากรณ์ สิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้ จากการทดลองฝึกปฏิบัติด้วยตนเองเท่านั้น ไม่มีใครสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัวได้

ในการเปิดใช้คริสตัลบอลครั้งแรก ควรเริ่มในคืนเดือนมืดหรือวันข้างขึ้นต้นๆ (เช่น ขึ้น 1 ค่ำ) เลือกเวลาที่ทุกสิ่งเงียบสงบ และแน่ใจว่าคุณจะไม่ถูกรบกวน หากเป็นไปได้ให้เลือกเวลาพระอาทิตย์ตกแต่ยังไม่มีดดังที่กล่าวไว้แล้ว เนื่องด้วย ชาวโรมาเนียถือว่าเป็นMagical time หรือเวลาแห่งมายานั่นเอง สภาพของห้องหรือสถานที่ควรจัดตามที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น

หลังจากนั้น นำคริสตัลบอลออกจากล่อง และค่อยๆเปิดผ้าที่ห่อหุ้มไว้ออก และค่อยๆวางลงบนโต๊ะ นั่งห่างจากคริสตัลบอลพอสมควร ในระยะที่สบายสำหรับผู้ฝึก ไม่มีข้อกำหนดใดๆกล่าวไว้ว่าจะต้องนั่งอย่างไรหรือมีระยะห่างเท่าไหร่ แต่ควรเป็นท่านั่งที่สบาย สามารถนั่งได้นานๆ และสามารถทำสมาธิได้ (ส่วนใหญ่ชาวตะวันตกจะไม่ได้นั่งขัดสมาธิเพื่อทำสมาธิแบบของทางตะวันออกนะครับ แต่มักจะนั่งบนตั่งหรือเก้าอี้แทน ไม่ก็ยืนไปเลย) ทำจิตให้สงบเพื่อปลุกเร้าและปลดปล่อยพลังงานZee (คล้ายกับชี่หรือพลังลมปราณ) วาดมือผ่านบอลเบาๆ 3 ครั้ง อาจมากกว่านี้ ในช่วงต้นของการฝึก แต่ไม่ควรน้อยกว่า 3 ครั้ง และอย่าให้สัมผัสโดนคริสตัลบอล รู้สึกถึงการถ่ายเทหนุนเวียนพลังงานระหว่างมือกับคริสตัลบอล ผ่อนคลายจิตใจและร่างกาย เปิดเปลือกตาช้าๆ มองไปที่ลูกแก้วโดยไม่ต้องเพ่ง เป็นการมองแบบผ่านๆเหมือนการมองออร่า และไม่ต้องมุ่งหวังว่าจะต้องเห็นสิ่งใดในการฝึกครั้งแรกๆ ไม่ต้องเสียใจหรือพยายามเพ่งมองให้เกิดภาพ จะกลายเป็นการหลอกตัวเองไปเปล่าๆ ในช่วงต้นนี้ ไม่ควรฝึกมองนานเกิน 30 นาทีต่อครั้งต่อวัน ในการมองครั้งแรกนี้ อาจเห็นสิ่งประหลาดบ้าง หรือไม่เห็นอะไรเลย อย่าตกใจและอย่าท้อ ทุกคนย่อมต้องอาศัยการฝึกและการใช้บ่อยๆ รวมถึงการหล่อหลอมประสบการณ์และความชำนาญในการมองภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจ และการมองเห็นที่แจ่มชัดขึ้น ไม่มีข้อกำหนดเช่นกันว่าทุกคนจะต้องเห็นเป็นภาพทุกครั้ง บางคนหรือบางครั้งอาจเห็นเป็นสัญลักษณ์ หรือได้ยินเป็นเสียง หรืออาจมีการรับสัมผัสอื่นๆได้อีก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเครื่องรับสัญญาณของแต่ละคน

หลังจากฝึกไปได้ระยะเวลาหนึ่ง สิ่งที่เห็นในช่วงตันนี้มักเป็นกลุ่มหมอก หรือควัน หรือเมฆ ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว แต่ก็มีบ้างที่เป็นสีสันต่างๆออกไปในช่วงแรกอาจยังไม่สามารถตีความหมายใดๆได้ ซักระยะหนึ่งของการฝึก กลุ่มเมฆหมอกเหล่านี้ จะค่อยๆจางลงหรือปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเอง หากไม่เห็นอะไร อย่าพยายามฝืนหรือคิดจินตนาการไปเอง เพราะจะกลายเป็นการสร้างภาพ ทำให้คำพยากรณ์ผิดเพี้ยนไป นี่คือหลักการของการใช้Psychic reading

การตั้งคำถาม

คำถามส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือสถานที่ หลังจากสามารถมองเห็นภาพต่างๆได้ดีพอสมควรแล้ว การฝึกตั้งคำถามในใจ จะช่วยให้การฝึกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในช่วงแรกของขั้นตอนนี้ ให้คิดถึงบุคคลหรือสถานที่ อันเป็นที่รู้จักหรือกำลังต้องการพบเจอไว้ในใจ ภาพที่ได้ส่วนใหญ่จะเป็นภาพลอยๆของบุคคลหรือสถานที่นั้น หรือเป็นภาพที่ไม่อาจแปลความหมายได้ ควรฝึกและทดลองตั้งคำถามในใจกับตัวเอง จนเกิดความคล่องแคล่วชำนาญ สามารถตั้งคำถามได้ตามความต้องการของจิตใจ สามารถมองภาพต่างๆได้สมบูรณ์ชัดเจนดี และมีความมั่นใจในความสามารถของตนเองอย่างมั่นคงดีแล้ว จึงสามารถออกทำนายให้แก่ผู้อื่นได้ สิ่งที่ควรจำก็คือ การขาดความเชื่อมั่นในพลังและความสามารถของตนและความกังวลหรือประหม่า จะทำให้คุณไม่สามารถใช้พลังของตนเองและของธรรมชาติได้

การพยากรณ์ให้แก่ผู้อื่น

ให้ทำทุกอย่างตามขั้นตอนที่ได้ฝึกมา (ตอนฝึกอาจจะนานมาก แต่เมื่อเกิดความชำนาญ ขั้นตอนการเตรียมตัวเข้าสู่การพยากรณ์จะใช้เวลาน้อยลง) ให้ผู้รับการทำนายอังมือไว้เหนือคริสตัลบอลสักครู่ พร้อมกับทำใจให้สงบ ตั้งสมาธิถึงสิ่งที่เขาต้องการทราบแล้วจึงเริ่มการทำนาย โดยอธิบายถึงสิ่งที่เราเห็นให้แก่ผู้มารับการทำนาย แต่ต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่า อย่าทำนายให้แก่ผู้ใด จนกว่าเราจะมั่นใจในพลังและความสามารถของตน ความประหม่าและกังวลจะนำไปสู่ความผิดพลาดอย่างร้ายแรงในอนาคต อันจะทำให้เราเสื่อมเสีย

เป็นอย่างไรบ้างครับ ผมเชื่อว่าหลายคนสนใจวิธีการใช้ลูกแก้ว และพอดีคุณเดชอนุเคราะห์บทความมาพอดี อย่าพลาดครับ ฝึกเลย!

สังเกตว่าบทความคราวนี้มีรูปเยอะกว่าเรื่องอื่น เนื่องจากมีคนกรุณาให้ความคิดเห็นผมว่ารูปน้อยจัง ผมเองก็ลองอ่านดูอีกรอบแล้ว พบว่ามันน้อยจริงๆ ก็เลยพยายามลงให้มันเยอะๆ และถ้าใครมีข้อเสนอแนะในบทความไหนก็บอกกันบ้างนะครับ ผมอยากให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมในการปรับปรุงบล็อกนี้

ขอให้โชคดีทุกท่านครับ


edit @ 2006/07/20 21:44:07
edit @ 2006/07/20 21:54:55
edit @ 2006/07/24 20:14:20
edit @ 2006/07/24 20:15:11
edit @ 2006/07/24 21:44:57
edit @ 2006/09/06 14:58:41